ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ความรู้เชิงลึก อ่าน 6 นาที

คอลลาเจน Type 1, 2, 3 ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนตามอาการ [2569]

เปรียบเทียบคอลลาเจน Type 1, Type 2, Type 3 ต่างกันยังไง เหมาะกับอาการอะไร ผิว ข้อ กระดูก — ข้อมูลจากงานวิจัย เลือกให้ตรงเป้าหมาย

นพ.สมชาย สุขภาพดี

ภญ.สมหญิง รักสุขภาพ

ตรวจสอบโดย นพ.สมชาย สุขภาพดี

แชร์:
คอลลาเจน Type 1, 2, 3 ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนตามอาการ [2569]

คำตอบสั้น

คอลลาเจนในร่างกายมีมากกว่า 28 ชนิด แต่ Type 1, 2 และ 3 คือชนิดที่สำคัญที่สุด — Type 1 พบมากสุด (90%) ดูแลผิว ผม เล็บ กระดูก / Type 2 เน้นกระดูกอ่อนและข้อต่อ / Type 3 ทำงานคู่กับ Type 1 ดูแลผิวหนัง หลอดเลือด อวัยวะภายใน การเลือกคอลลาเจนควรดูตามเป้าหมาย: อยากผิวดีเลือก Type 1+3, ปวดข้อเลือก Type 2

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง

ทำไมต้องรู้จัก Type ของคอลลาเจน?

คอลลาเจนไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว — ในร่างกายมนุษย์มีคอลลาเจนมากกว่า 28 ชนิด แต่ละชนิดทำหน้าที่ต่างกัน อยู่ในอวัยวะต่างกัน

ปัญหาคือ หลายยี่ห้อโฆษณาว่า “มีครบทุก Type” หรือ “Type 1-5 ในซองเดียว” ซึ่งฟังดูดี แต่ความจริงคือ การเลือกให้ตรงกับเป้าหมาย สำคัญกว่าการรวมทุก Type ไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว

คอลลาเจน Type 1 — ตัวหลักของผิว กระดูก ผม เล็บ

Type 1 คือคอลลาเจนที่พบ มากที่สุด ในร่างกาย คิดเป็นประมาณ 90% ของคอลลาเจนทั้งหมด

Type 1 พบในผิวหนัง เอ็น กระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เป็น Type ที่ถูกศึกษามากที่สุดในงานวิจัยเรื่องผิวพรรณ โดยเฉพาะงานวิจัยของ Proksch et al. (2014) ที่พบว่าการกินคอลลาเจนเปปไทด์ 2.5-5 กรัม/วัน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวได้

แหล่งที่พบมาก: คอลลาเจนจากปลา (Marine Collagen) และ คอลลาเจนจากวัว (Bovine Collagen)

ใครควรเน้น Type 1?

  • ต้องการดูแล ผิวพรรณ — ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น
  • ต้องการเสริม กระดูก ให้แข็งแรง
  • ต้องการบำรุง ผม เล็บ ให้แข็งแรง

คอลลาเจน Type 2 — ตัวเก่งเรื่องข้อต่อ

คอลลาเจน Type 2 (หรือ คอลลาเจนไทพ์ทู) เป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของ กระดูกอ่อน (cartilage) — เนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างข้อต่อ ทำหน้าที่เป็นตัวกันกระแทกและช่วยให้ข้อเคลื่อนไหวได้ลื่น

เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะสึกหรอ ทำให้เกิดอาการ ข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อ ข้อแข็ง ซึ่ง Type 2 คือตัวที่ถูกศึกษาเรื่องนี้มากที่สุด

UC-II คืออะไร?

UC-II (Undenatured Type II Collagen) เป็นรูปแบบพิเศษของ Type 2 ที่ ไม่ผ่านการย่อย (ไม่ hydrolyzed) ทำงานผ่านกลไก oral tolerance ของระบบภูมิคุ้มกัน — กินปริมาณน้อยเพียง 40 มก./วัน

งานวิจัยของ Lugo et al. (2016) พบว่า UC-II 40 มก. ได้ผลดีกว่ากลูโคซามีน+คอนดรอยติน ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

Type 2 กับ UC-II ต่างกัน

Type 2 ที่ hydrolyzed แล้ว (ย่อยเป็นเปปไทด์) ต้องกิน 1-10 กรัม/วัน ให้สารอาหารเสริมเพื่อซ่อมแซมกระดูกอ่อน ส่วน UC-II ไม่ผ่าน hydrolysis กิน 40 มก. ทำงานผ่านกลไกภูมิคุ้มกัน เลือกให้ถูกประเภทก่อนซื้อ

ใครควรเน้น Type 2?

  • มีอาการ ปวดข้อ ข้อเข่าเสื่อม
  • ออกกำลังกายหนัก ข้อต่อรับแรงกระแทกมาก
  • ผู้สูงอายุที่ต้องการดูแลกระดูกอ่อน

คอลลาเจน Type 3 — คู่หูของ Type 1

Type 3 มักพบ ร่วมกับ Type 1 ในผิวหนัง หลอดเลือด และอวัยวะภายใน เช่น ลำไส้ มดลูก

Type 3 มีบทบาทสำคัญในช่วง ซ่อมแซมบาดแผล — ร่างกายจะสร้าง Type 3 ก่อน แล้วค่อยแทนที่ด้วย Type 1 ในภายหลัง

คอลลาเจนจากวัว (Bovine Collagen) มักมี ทั้ง Type 1 และ Type 3 ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับในร่างกาย

เปรียบเทียบ: Type 1 vs Type 2 vs Type 3

คุณสมบัติType 1Type 2Type 3
สัดส่วนในร่างกาย~90%~10%~5-10%
พบมากในผิว กระดูก เอ็นกระดูกอ่อน ข้อต่อผิว หลอดเลือด อวัยวะ
เป้าหมายหลักผิวพรรณ กระดูก ผม เล็บข้อต่อ ข้อเข่าผิว หลอดเลือด ซ่อมแซมแผล
แหล่งที่มาปลา วัว หมูกระดูกอ่อนไก่วัว (ร่วมกับ Type 1)
ปริมาณแนะนำ5-10 ก./วัน40 มก. (UC-II) หรือ 1-10 ก.มักมาร่วมกับ Type 1
งานวิจัยรองรับมากที่สุดมาก (โดยเฉพาะ UC-II)ปานกลาง

เลือก Type ไหนตามเป้าหมาย?

อยากผิวดี ลดริ้วรอย: เลือก Type 1 (หรือ Type 1+3) — คอลลาเจนจากปลา (Marine Collagen) เป็นตัวเลือกยอดนิยม เพราะมี Type 1 สูงและขนาดโมเลกุลเล็ก

ปวดข้อ ข้อเข่าเสื่อม: เลือก Type 2 — โดยเฉพาะ UC-II 40 มก./วัน ที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจน

ดูแลสุขภาพรวม: เลือก Type 1+3 จากวัว (Bovine Collagen) ที่ให้ทั้ง Type 1 และ 3 ตามธรรมชาติ

ข้อดี

  • Type 1: งานวิจัยเยอะที่สุด หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง เหมาะกับผิว/กระดูก
  • Type 2 (UC-II): กินน้อยแค่ 40 มก. ได้ผลดีกับข้อเข่า มีงานวิจัย RCT
  • Type 3: ทำงานร่วมกับ Type 1 ดีมาก ช่วยเรื่องหลอดเลือดและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ข้อเสีย

  • Type 2 (UC-II): แพงกว่า ไม่ช่วยเรื่องผิว ไม่ควรกิน Type 2 hydrolyzed สลับกับ UC-II
  • Type 3: ไม่ค่อยมีขายแยก มักมาร่วมกับ Type 1 ในคอลลาเจนวัว
  • ผลิตภัณฑ์ 'ครบทุก Type': มักใส่บางชนิดน้อยมาก ดูปริมาณจริงในฉลาก

ระวังการอ้าง 'ครบทุก Type'

ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามี “Type 1-5 ครบในซองเดียว” มักใส่บางชนิดในปริมาณน้อยมากจนไม่เห็นผล เลือกตาม เป้าหมาย ของคุณ แล้วดูปริมาณจริงในฉลากจะดีกว่า

สรุป: เลือก Type ให้ตรงเป้า

ไม่จำเป็นต้องกินครบทุก Type — สิ่งสำคัญคือเลือกให้ ตรงกับปัญหา ของคุณ กินใน ปริมาณที่เพียงพอ และ กินต่อเนื่อง อย่างน้อย 8-12 สัปดาห์

สำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยากดูแลผิวพรรณ Type 1 จากคอลลาเจนปลาขนาด 5-10 กรัม/วัน คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด


อ่านเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

คอลลาเจน Type 2 คืออะไร?
คอลลาเจน Type 2 (ไทพ์ทู) เป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของกระดูกอ่อน (cartilage) ช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวลื่นและรับแรงกระแทกได้ดี พบมากในกระดูกอ่อนหน้าอกไก่ (chicken sternum) และเป็นชนิดที่ถูกศึกษาเรื่องข้อเข่าเสื่อมมากที่สุด
คอลลาเจน Type 1 กับ Type 3 กินพร้อมกันได้ไหม?
ได้และแนะนำด้วย เพราะ Type 1 กับ Type 3 ทำงานร่วมกันตามธรรมชาติในร่างกาย ทั้งสองพบมากในผิวหนังและกระดูก คอลลาเจนจากปลา (Marine Collagen) ส่วนใหญ่ให้ Type 1 เป็นหลัก บางยี่ห้อจะมี Type 3 ร่วมด้วย
คอลลาเจน Type 2 กินร่วมกับ Type 1 ได้ไหม?
มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแนะนำให้แยกกิน เพราะกรดอะมิโนอาจแข่งกันดูดซึม แต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันชัดเจน หากต้องการกินทั้งสอง แนะนำแยกมื้อ เช่น Type 2 ตอนเช้า Type 1+3 ตอนเย็น
UC-II คืออะไร ต่างจาก Type 2 ปกติยังไง?
UC-II คือ Undenatured Type II Collagen หรือคอลลาเจน Type 2 แบบไม่ผ่านการย่อย (ไม่ hydrolyzed) กินปริมาณน้อยเพียง 40 มก./วัน ทำงานผ่านกลไกภูมิคุ้มกัน (oral tolerance) ต่างจาก Type 2 ที่ hydrolyzed แล้วซึ่งต้องกิน 1-10 กรัม