ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ความรู้เชิงลึก อ่าน 12 นาที

คอลลาเจนคืออะไร? สรุปครบทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนกิน [2569]

คอลลาเจนคืออะไร ทำมาจากอะไร มีกี่ชนิด ประโยชน์จริงๆ คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย อ้างอิงงานวิจัย ตรวจสอบโดยเภสัชกร

คำตอบสั้น

คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกาย (ประมาณ 30% ของโปรตีนทั้งหมด) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น และอวัยวะต่างๆ หลังอายุ 25 ปี ร่างกายสร้างคอลลาเจนน้อยลง การกินคอลลาเจนเสริม (Hydrolyzed Collagen) 2.5-10 กรัม/วัน มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยเรื่องผิวและข้อต่อได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง

คอลลาเจนคืออะไร?

คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนโครงสร้างที่มีมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ คิดเป็นประมาณ 25-35% ของโปรตีนทั้งหมด ชื่อมาจากภาษากรีก "kólla" แปลว่า กาว — เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เหมือน "กาว" ที่ยึดเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน

คอลลาเจนพบได้ทั่วร่างกาย ทั้งในผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน เส้นเอ็น หลอดเลือด กระจกตา ฟัน และอวัยวะภายใน ผิวหนังเพียงอย่างเดียวมีคอลลาเจนอยู่ถึง 75-80% ของน้ำหนักแห้ง

ในแง่โครงสร้าง คอลลาเจนประกอบจากกรดอะมิโนหลัก 3 ตัว ได้แก่:

  • Glycine — กรดอะมิโนที่เล็กที่สุด ช่วยให้โครงสร้างบิดตัวได้
  • Proline — ช่วยสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างเกลียว
  • Hydroxyproline — เฉพาะคอลลาเจนเท่านั้นที่มี ช่วยให้โครงสร้างเสถียร

คอลลาเจนสร้างตัวเป็นเส้นใย Triple Helix (เกลียว 3 สาย) ที่พันกันแน่นจนทำให้มีความแข็งแรงสูง ซึ่งเป็นเหตุผลที่คอลลาเจนสามารถรับแรงดึงได้ดีมากในเส้นเอ็นและกระดูก

คอลลาเจนมีกี่ชนิด?

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคอลลาเจนแล้วมากกว่า 28 ชนิด แต่ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับอาหารเสริมมีไม่กี่ตัว:

ชนิด สัดส่วน พบที่ไหน ประโยชน์
Type I 90% ผิวหนัง, กระดูก, เส้นเอ็น, เหงือก, ฟัน ช่วยเรื่องผิวพรรณ ลดริ้วรอย เสริมกระดูก
Type II ~5% กระดูกอ่อน (cartilage) ช่วยเรื่องข้อต่อ ปวดเข่า ข้ออักเสบ
Type III ~5% ผิวหนัง, หลอดเลือด, อวัยวะภายใน ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว หลอดเลือด
Type V <1% รก, ผิวหนัง มีบทบาทในการสร้างเนื้อเยื่อ
Type X <1% กระดูกอ่อน เกี่ยวกับการสร้างกระดูกใหม่

Type I สำคัญที่สุด

Type I คิดเป็นประมาณ 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย อาหารเสริมส่วนใหญ่ในท้องตลาดเป็น Type I หรือผสม Type I + III

ทำไมคอลลาเจนถึงลดลง?

ร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนน้อยลงตั้งแต่ช่วงอายุ 25 ปี ในอัตราประมาณ 1-1.5% ต่อปี เมื่ออายุ 40 ปี คอลลาเจนอาจลดลงไปแล้ว 20-25% และหลังวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงอาจสูญเสียคอลลาเจนในผิวหนังถึง 30% ใน 5 ปีแรก

ปัจจัยที่เร่งการลดลงของคอลลาเจน:

  • แสง UV — ตัวทำลายคอลลาเจนอันดับ 1 ทำให้เกิด Photoaging
  • น้ำตาล — กระบวนการ Glycation ทำให้คอลลาเจนแข็งตัว เปราะ
  • สูบบุหรี่ — สารพิษในบุหรี่ทำลายคอลลาเจนโดยตรง
  • ความเครียด — Cortisol สูงขัดขวางการสังเคราะห์คอลลาเจน
  • อาหารไม่มีประโยชน์ — ขาดวิตามิน C, สังกะสี, ทองแดง ที่จำเป็นในการสร้างคอลลาเจน
  • นอนน้อย — ร่างกายซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจนขณะนอนหลับ

รูปแบบคอลลาเจนที่ขายในท้องตลาด

คอลลาเจนในอาหารเสริมมีหลายรูปแบบ เข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้เลือกได้ถูก:

1. Hydrolyzed Collagen (Collagen Peptides)

คอลลาเจนที่ผ่านการย่อยสลายด้วยเอนไซม์จนเป็นชิ้นเล็กๆ (Peptide) ขนาด 2,000-5,000 Dalton ดูดซึมได้ดีที่สุด ละลายน้ำง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน เป็นรูปแบบที่งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้

★ แนะนำมากที่สุด

2. Undenatured Collagen (UC-II)

คอลลาเจน Type II ที่ไม่ผ่านการย่อย ใช้ปริมาณน้อย (40 mg/วัน) เหมาะกับปัญหาข้อต่อ โดยเฉพาะ — ทำงานผ่านระบบภูมิคุ้มกัน (Oral Tolerance)

3. Gelatin

คอลลาเจนที่ย่อยบางส่วน (Partially Hydrolyzed) จับตัวเป็นเจลเมื่อเย็น ใช้ในอาหาร (วุ้น เยลลี่) มากกว่าอาหารเสริม ดูดซึมได้น้อยกว่า Peptide

4. Tripeptide Collagen

คอลลาเจนที่ย่อยจนเหลือแค่ 3 กรดอะมิโน (Gly-Pro-Hyp) โมเลกุลเล็กมากที่สุด ดูดซึมเร็ว แต่ราคาแพง และงานวิจัยที่เปรียบเทียบกับ Hydrolyzed ยังมีจำกัด

แหล่งที่มาของคอลลาเจน

คอลลาเจนในอาหารเสริมมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน:

แหล่งที่มา ข้อดี ข้อจำกัด เหมาะกับ
ปลา (Marine) โมเลกุลเล็ก ดูดซึมง่าย ไม่มีกลิ่น ราคาสูงกว่า อาจแพ้อาหารทะเล ผิวพรรณ ความงาม
วัว (Bovine) มี Type I + III ราคาจับต้องได้ โมเลกุลใหญ่กว่า อาจมีกลิ่น กระดูก ข้อต่อ สุขภาพทั่วไป
ไก่ (Chicken) มี Type II สูง ตัวเลือกในตลาดน้อย ข้อต่อ กระดูกอ่อน
ไข่เปลือก (Eggshell) มีหลาย Type รวมกัน งานวิจัยยังน้อย ข้อต่อ ผิว (ต้องรองานวิจัยเพิ่ม)

ประโยชน์ของคอลลาเจนที่พิสูจน์แล้ว

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ประโยชน์หลักๆ ของคอลลาเจนที่มีหลักฐานรองรับ:

1

ผิวพรรณ — ลดริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่น

Meta-analysis ปี 2021 (รวม 19 งานวิจัย, ผู้เข้าร่วม 1,125 คน) พบว่าคอลลาเจน 2.5-10 กรัม/วัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวอย่างมีนัยสำคัญ ภายใน 90 วัน

2

ข้อต่อ — ลดอาการปวด เสริมกระดูกอ่อน

งานวิจัยพบว่า Hydrolyzed Collagen 10 กรัม/วัน ลดอาการปวดข้อในนักกีฬาได้ และ UC-II 40 mg/วัน ช่วยลดอาการข้อเสื่อมได้ดีกว่า Glucosamine + Chondroitin ในบางการศึกษา

3

กระดูก — เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก

งานวิจัย 12 เดือนในหญิงวัยหมดประจำเดือนพบว่า Collagen Peptide 5 กรัม/วัน ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสันหลังและคอกระดูกต้นขาได้

4

เส้นผมและเล็บ — แข็งแรง ไม่เปราะหัก

การกินคอลลาเจน 2.5 กรัม/วัน เป็นเวลา 6 เดือน ช่วยลดการหักเปราะของเล็บได้ 42% และเพิ่มอัตราการเติบโต 12%

ข้อควรระวัง

แม้จะมีงานวิจัยรองรับ แต่ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันในแต่ละบุคคล คอลลาเจนไม่ใช่ยา ไม่สามารถรักษาโรคได้ และควรปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัว

วิธีเลือกคอลลาเจนที่ดี

สิ่งที่ควรดูเมื่อเลือกซื้อคอลลาเจน:

  1. 1

    ดู Type ให้ตรงกับความต้องการ

    ผิว → Type I/III | ข้อต่อ → Type II/UC-II | กระดูก → Type I

  2. 2

    ดูปริมาณต่อวัน

    ควรได้ 2.5-10 กรัม/วัน (2,500-10,000 mg) — หลายยี่ห้อใส่แค่ 1,000 mg

  3. 3

    เลือก Hydrolyzed / Peptide

    ดูดซึมได้ดีกว่ารูปแบบอื่น งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้รูปแบบนี้

  4. 4

    ดู อย. และแหล่งผลิต

    ต้องมีเลข อย. วัตถุดิบจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น VERISOL, Peptan, HACP

  5. 5

    ดูส่วนผสมเสริม

    วิตามิน C ช่วยเสริมการดูดซึม ระวังน้ำตาลสูง หรือสารปรุงแต่งมากเกินไป

อยากรู้ว่ายี่ห้อไหนดี? ดูเปรียบเทียบจริงจัง

เปรียบเทียบคอลลาเจนยี่ห้อไหนดี →

คำถามที่พบบ่อย

คอลลาเจนคืออะไร?
คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน เส้นเอ็น และอวัยวะต่างๆ
คอลลาเจนมีกี่ชนิด?
มีมากกว่า 28 ชนิด แต่ที่สำคัญหลักๆ คือ Type I (ผิว กระดูก เส้นเอ็น — มากถึง 90% ของร่างกาย), Type II (กระดูกอ่อน ข้อต่อ), Type III (ผิวหนัง หลอดเลือด อวัยวะภายใน)
คอลลาเจนเริ่มลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่?
เริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 25 ปี ในอัตราประมาณ 1-1.5% ต่อปี หลังวัยหมดประจำเดือนอาจลดลงเร็วถึง 2% ต่อปี
กินคอลลาเจนได้ผลจริงไหม?
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า Collagen Peptide (Hydrolyzed Collagen) ขนาด 2.5-10 กรัมต่อวัน ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว ความชุ่มชื้น และลดริ้วรอยได้ แต่ผลลัพธ์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์
คอลลาเจนจากปลา กับ จากวัว ต่างกันอย่างไร?
คอลลาเจนจากปลา (Marine) มีโมเลกุลเล็กกว่า ดูดซึมง่าย เหมาะกับผิว ส่วนจากวัว (Bovine) มี Type I + III เหมาะกับกระดูกและข้อต่อด้วย ทั้งคู่มีผลวิจัยรองรับ

เจาะลึกแต่ละหัวข้อ

รับข้อมูลสุขภาพดีๆ ส่งตรงถึงอีเมล

สมัครรับจดหมายข่าว เราส่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ spam

เราเคารพความเป็นส่วนตัวของคุณ ยกเลิกได้ทุกเมื่อ